แอร์มีเสียงหึ่งๆ แถมไม่ค่อยเย็น? อย่าเพิ่งเรียกช่างมาซ่อม กูรูชี้แค่ทำตามนี้ก็เย็นฉ่ำแล้ว!
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1978/9892782/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgแอร์มีเสียงหึ่งๆ แถมไม่ค่อยเย็น? อย่าเพิ่งเรียกช่างมาซ่อม กูรูชี้แค่ทำตามนี้ก็เย็นฉ่ำแล้ว!

แอร์มีเสียงหึ่งๆ แถมไม่ค่อยเย็น? อย่าเพิ่งเรียกช่างมาซ่อม กูรูชี้แค่ทำตามนี้ก็เย็นฉ่ำแล้ว!

แชร์เรื่องนี้

 แอร์มีแต่ลมร้อน เปิดสปีดแรงเสียงดังอู้ ๆ แต่ไม่เย็น! อย่าเพิ่งโทรเรียกช่าง ลองทำตาม 4 ทริกนี้เย็นเจี๊ยบจนขนลุก

ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด "เครื่องปรับอากาศ" หรือแอร์ กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยดับร้อนและป้องกันร่างกายจากภาวะฮีทสโตรก ทว่าปัญหาชวนปวดหัวที่หลายบ้านต้องเจอคือ "เปิดแอร์แล้วมีแต่ลมเป่าออกมาเสียงดังอู้ ๆ แต่ไม่มีความเย็นเลย" ในสถานการณ์แบบนี้อย่าเพิ่งตื่นตระหนกรีบควักเงินโทรตามช่างให้สิ้นเปลืองครับ เพราะบ่อยครั้งปัญหาเกิดจากเส้นผมบังภูเขาที่สะสมฝุ่นหรือการตั้งค่าผิดพลาด ซึ่งเราสามารถเดินเช็กและแก้ไขได้ด้วยตัวเองในไม่กี่นาทีตามพิกัดต่อไปนี้เลยครับ

4 พิกัดต้องเช็กเมื่อแอร์ไม่เย็น มีแต่ลมพัด

1. เช็กโหมดรีโมทแอร์ – เส้นผมบังภูเขายอดฮิตที่ตกม้าตายกันเยอะ

สาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้แอร์ไม่เย็น มีแต่ลมจ่อพ่นออกมา เป็นเพราะเราเปิดใช้งานผิดโหมดโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะการเผลอไปกดโดนโหมด พัดลม (Fan) หรือโหมด ลดความชื้น (Dry) ซึ่งโหมดเหล่านี้จะสั่งให้ตัวคอมเพรสเซอร์ข้างนอกหยุดทำงาน เหลือเพียงใบพัดด้านในที่หมุนเป่าลมเปล่า ๆ ออกมาเท่านั้น

วิธีแก้ไข: หยิบรีโมทแอร์ขึ้นมาแล้วเปลี่ยนโหมดให้เป็นโหมด ทำความเย็น (Cool) (มักเป็นรูปสัญลักษณ์เกล็ดหิมะ) จากนั้นตั้งอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 24–26 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้สักครู่ ระบบทำความเย็นจะกลับมาทำงานจนห้องเย็นฉ่ำอีกครั้ง

2. ฟิลเตอร์แอร์ตัน – ตัวการใหญ่กักขังความเย็น

หลังจากใช้งานแอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ฝุ่นละอองและใยผ้าจะเข้าไปเกาะตัวหนาเตอะที่แผ่นกรองอากาศหรือฟิลเตอร์ (Filter) จนลมเย็นไม่สามารถแทรกตัวผ่านออกมาได้ ส่งผลให้เครื่องต้องทำงานหนักส่งเสียงลมดังอู้ ๆ แต่ในห้องกลับไม่เย็นขึ้นเลย แถมยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและกลิ่นอับ

วิธีแก้ไข: เปิดฝาครอบหน้ากากแอร์ตัวในบ้านออก ดึงแผ่นกรองฝุ่นออกมาล้างฉีดน้ำไล่สิ่งสกปรก นำไปตากลมให้แห้งสนิทแล้วใส่กลับคืน เพียงเท่านี้ลมแอร์จะพุ่งแรงและเย็นขึ้นอย่างชัดเจน แถมทำให้อากาศในห้องสะอาดสดชื่นขึ้นด้วย

3. คอมเพรสเซอร์แอร์ (คอยล์ร้อน) นอกบ้านสกปรกหรือมีสิ่งกีดขวาง

ตัวเครื่องคอยล์ร้อนที่ตั้งอยู่นอกบ้านมีหน้าที่สำคัญในการ "ระบายความร้อน" ออกจากระบบ หากทำเลที่ตั้งมีใบไม้แห้ง เศษขยะ หรือฝุ่นละอองเข้าไปอุดตันตามรังผึ้ง หรือมีสิ่งของวางกีดขวางทางลม จะทำให้ระบบไม่สามารถระบายความร้อนได้ แอร์จึงตัดการทำงาน เหลือเพียงลมธรรมดาเป่าอยู่ในห้อง

วิธีแก้ไข: เดินไปเช็กบริเวณคอยล์ร้อนนอกบ้าน ดึงสิ่งกีดขวางออกให้หมดเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก หากเห็นว่ารังผึ้งสกปรกมาก สามารถใช้สายยางฉีดล้างเบา ๆ ได้ (แต่ต้องทำการสับเบรกเกอร์ตัดไฟแอร์ก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย)

4. ประตูหรือหน้าต่างปิดไม่สนิท – ความเย็นรั่วไหลเหมือนเทน้ำทิ้ง

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่พบได้บ่อยคือ การเปิดแอร์โดยปิดประตูหรือหน้าต่างไม่สนิท มีช่องโหว่ให้อากาศร้อนจากภายนอกไหลเข้ามาตลอดเวลา ส่งผลให้แอร์ต้องวิ่งรันระบบเต็มกำลัง 100% ตลอดเวลาแต่ห้องก็ยังร้อนอบอ้าวอยู่ดี ซึ่งนอกจากจะไม่เย็นแล้วยังทำให้ค่าไฟพุ่งกระฉูดและเครื่องพังไวขึ้นด้วย

วิธีแก้ไข: ตรวจเช็กบานประตู หน้าต่าง และรอยต่อต่าง ๆ ให้ปิดสนิทมิดชิด โดยเฉพาะในช่วง 10-15 นาทีแรกที่เพิ่งเปิดเครื่อง เพื่อให้แอร์ทำความเย็นได้เร็วที่สุด

สัญญาณเตือน "แอร์น้ำยาขาดหรือรั่ว" (จุดนี้ต้องถึงมือช่าง)

หากคุณพี่ลองทำตามวิธีข้างต้นทั้งหมดแล้ว แอร์ก็ยังคงมีแต่ลมและไม่มีความเย็นเล็ดลอดออกมาเลย เป็นไปได้สูงว่าแอร์กำลังเผชิญหน้ากับปัญหา "น้ำยาแอร์ขาดหรือระบบรั่วซึม" ซึ่งมีจุดสังเกตดังนี้:

  • แอร์เปิดทิ้งไว้นานเป็นชั่วโมงก็ยังไม่เย็น มีแต่ลมจืด ๆ

  • มีเกล็ดน้ำแข็งหรือน้ำแข็งเกาะหนาแน่นอยู่ที่ท่อน้ำยาแอร์บริเวณคอยล์ร้อนนอกบ้าน หรือมีน้ำแข็งเกาะที่แผงคอยล์เย็นในบ้าน

  • ค่าไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติเนื่องจากคอมเพรสเซอร์พยายามรันระบบตลอดเวลา

  • หากเจออาการเหล่านี้ แนะนำให้รีบติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจเช็กระบบและเติมน้ำยาแอร์ให้ถูกต้องทันทีครับ

 สรุปทริกใช้แอร์ให้เย็นฉ่ำ สบายกระเป๋า ไม่เปลืองค่าไฟ

  • ตั้งอุณหภูมิ 26–28 องศาเซลเซียส แล้วเปิดพัดลมช่วย: การเปิดพัดลมควบคู่จะช่วยกระจายความเย็นได้เร็วขึ้น ลดภาระการทำงานของแอร์ และประหยัดไฟได้มากกว่าการกดแอร์ต่ำ ๆ ถึง 10%

  • ล้างแผ่นกรองฝุ่นทุก 2–4 สัปดาห์: และควรเรียกช่างมาล้างแอร์ระบบใหญ่แบบลึกซึ้ง (คอยล์ร้อนและคอยล์เย็น) ทุก ๆ 3–6 เดือน เพื่อยืดอายุการใช้งาน

  • เลี่ยงการเปิด-ปิดแอร์บ่อยเกินไป: การปิดแอร์แล้วเปิดใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกันจะกินไฟมากกว่าเดิม เนื่องจากเครื่องต้องใช้พลังงานสูงมากในการสตาร์ทระบบทำความเย็นใหม่ตั้งแต่ศูนย์

  • ใช้โหมดตั้งเวลาปิด (Timer): ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้าก่อนตื่นนอนสัก 1-2 ชั่วโมง เพราะในช่วงเช้ามืดอุณหภูมิร่างกายจะลดลงและอากาศภายนอกจะเริ่มเย็นอยู่แล้ว ช่วยเซฟค่าไฟได้ดีเยี่ยม

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :phunutoday.vn